วันพุธ , 23 เมษายน 2014
Breaking News
You are here: Home » ส่วนประกอบของชุดเครื่องส่งสัญญาณวิทยุกระจายเสียง

Category Archives: ส่วนประกอบของชุดเครื่องส่งสัญญาณวิทยุกระจายเสียง

Feed Subscription

ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อ

ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อ

ครื่องส่งวิทยุ เอฟ.เอ็ม.ที่มีกำลังส่งไม่เกิน 1000 วัตต์

การเลือกใช้เครื่องส่งวิทยุ

  • ก่อน ตัดสินใจซื้อ เราควรรู้ว่าต้องการเครื่องส่งวิทยุที่มีกำลังส่งเท่าใด เช่น 100 วัตต์  250 วัตต์ 500 วัตต์ หรือ 1,000 วัตต์  เครื่องส่งกำลังต่ำเหล่านี้มีราคาไม่สูงและราคาไม่แตกต่างกันมาก รวมทั้งมีการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าไม่มาก ราคาและค่าไฟฟ้าจึงไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการพิจารณา แต่ก็ควรเลือกใช้เครื่องส่งที่มีคุณภาพดี เพื่อลดปัญหาไม่ต้องซ่อมบ่อย

การเลือกใช้แผงสายอากาศ

  •  การ เลือกใช้แผงสายอากาศราคาถูก ซึ่งมักจะมีปัญหาน้ำฝนซึมเข้าได้ โดยเฉพาะแผงสายอากาศที่ใช้ POWER DIVIDER  ทำให้เกิดพลังงานย้อนกลับ (REFLECTED POWER) สูง เป็นสาเหตุทำให้เครื่องส่งชำรุดง่าย  จึงควรเลือกใช้แผงสายอากาศชนิดที่น้ำซึมเข้ายาก เช่น FEEDER เป็นท่อทองแดง (RIGID LINE) และ FEED จากด้านล่าง
  • จะ เลือกใช้จำนวนกี่เบย์ ขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์  จำนวนเบย์ยิ่งมากกำลังขยายก็ยิ่งสูง ซึ่งราคาก็สูงตาม  อย่างไรก็ตามไม่ควรใช้แผงสายอากาศต่ำกว่า 4 เบย์ เพราะถ้าจำนวนเบย์น้อย คลื่นจะถูกรบกวนได้ง่าย


เครื่องส่งวิทยุ เอฟ.เอ็ม.ที่มีกำลังส่งสูง
การเลือกใช้เครื่องส่งวิทยุ

  • เครื่อง ส่งวิทยุ เอฟ.เอ็ม.ที่มีกำลังส่งสูง เช่น 3 กิโลวัตต์  5 กิโลวัตต์ หรือ 10 กิโลวัตต์ ใช้พลังงานไฟฟ้าสูง ประสิทธิภาพของเครื่องซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับค่าไฟฟ้าจึงเป็นปัจจัยสำคัญใน การพิจารณาเลือกซื้อ  ถ้าเราเลือกลงทุนน้อยโดยซื้อเครื่องส่งราคาถูก มีประสิทธิภาพต่ำ ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าสูงขึ้น เป็นผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นตาม เครื่องจะร้อนและเสียง่าย ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงสูง  ถ้าใช้เครื่องส่งที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้เดือนละเป็นหมื่น และประหยัดค่าซ่อมบำรุงได้อีกมาก ถ้าใช้เป็นระยะเวลานานจะคุ้มค่ากว่า

การเลือกใช้แผงสายอากาศ

  • การ เลือกใช้แผงสายอากาศที่มีกำลังขยาย (GAIN) สูง สำหรับเครื่องส่งที่มีกำลังส่งสูง เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่ต้องเพิ่มพลังงานไฟฟ้า จำนวนเบย์ที่เพิ่มขึ้น 1 เท่า เช่นจาก 8 เบย์ เพิ่มเป็น 16 เบย์ มีผลเหมือนการเพิ่มกำลังส่ง 1 เท่า คือเพิ่มกำลังส่ง จาก 1 กิโลวัตต์เป็น 2 กิโลวัตต์ หรือ จาก 5 กิโลวัตต์ เป็น 10 กิโลวัตต์  การเพิ่มจำนวนเบย์ไม่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่ม ขนาดที่เหมาะสมคือ จำนวน 16 เบย์ GAIN 9.2 dB


ข้อมูลเพิ่มเติมในการเพิ่มความเข้มของสัญญาณคลื่น

  • ตัว เครื่องส่งที่มีกำลังสูงอยู่แล้วถ้าเปลี่ยนให้มีกำลังส่งสูงขึ้นอีก ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง แทนด้วยการเปลี่ยนแผงสายอากาศให้มีจำนวนเบย์มากขึ้น จะทำให้เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า
  • ค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นตามกำลังส่งของเครื่องส่ง  แต่การเพิ่มจำนวนเบย์เพื่อให้ความเข้มของสัญญาณเพิ่มขึ้นไม่ทำให้ต้องเสียค่าไฟฟ้าเพิ่ม


วิธีการสังเกตว่าเครื่องส่งเครื่องใดมีประสิทธิภาพต่ำ สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าสูง

  • ความ ร้อนของเครื่องสูงเนื่องจากประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องต่ำ ภาคขยายสัญญาณมีความสูญเสีย (LOSS)  ซึ่งกลายเป็นความร้อนที่ไม่ต้องการจำนวนมาก ต้องระบายทิ้ง ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า
  • พัดลมเสียงดัง เพราะต้องใช้พัดลมความเร็วสูงในการระบายความร้อนออกจากตัวเครื่อง
  • ต้องใช้เครื่องปรับอากาศที่มีขนาดบีทียูสูง เพื่อให้เพียงพอต่อการทำให้อุณหภูมิของเครื่องส่งลดลง
  • ใช้ อุปกรณ์น้อย อุปกรณ์ที่จำเป็นบางส่วนได้ถูกตัดออกไปเพื่อลดต้นทุน ทำให้ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าสูงขึ้น ไม่ประหยัดไฟ และเครื่องชำรุดง่าย

อบรมหลักสูตร “ความรู้พื้นฐานด้านเทคนิคสำหรับการทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง”

ด้วยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) จะจัดให้มีการอบรมหลักสูตร “ความรู้พื้นฐานด้านเทคนิคสำหรับการทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง” เพื่อยกระดับการประกอบกิจการของสถานีวิทยุกระจายเสียงให้สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
โดยมีรายละเอียดในการฝึกอบรมฯ ดังต่อไปนี้
1. การฝึกอบรม เรื่อง “ความรู้พื้นฐานด้านเทคนิคสำหรับการทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง” ให้แก่สถานีวิทยุกระจายเสียงนำร่อง ใน 5 ภาค ได้แก่
ภาคตะวันออก (จังหวัดจันทบุรี) วันที่ 5 มีนาคม 2556 โรงแรม นิว แทรเวิลบีช รีสอร์ท
ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่) วันที่ 8 มีนาคม 2556 โรงแรม ฮอลิเดย์ อินน์
ภาคใต้ (จังหวัดสงขลา) วันที่ 15 มีนาคม 2556 โรงแรม หรรษา เจบี
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จังหวัดนครราชสีมา) วันที่ 19 มีนาคม 2556 โรงแรม สีมาธานี
ภาคกลาง (กรุงเทพฯ) วันที่ 22 มีนาคม 2556 โรงแรม เซ็นทราศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ
Download แบบฟอร์มเข้าร่วมฝึกอบรม (word) file แนบที่ 1
2. ระยะเวลาการอบรม 1 วัน ตั้งแต่เวลา 8.30-17.00 น.
Download กำหนดการฝึกอบรม (pdf) file แนบที่ 2
3. ส่งแบบใบยืนยันการเข้าร่วมการฝึกอบรมมายังสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ
มาที่คุณเยาวรินทร์ โทรศัพท์ 0-2617-1727 ต่อ 301, โทรสาร 0-2617-1708,

 e-mail : yaowarin@masci.or.th ภายในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2556
แบบฟอร์มเข้าร่วมการฝึกอบรม.doc (119 KB)

กำหนดการฝึกอบรม_(เบื้องต้น).pdf (108 KB)

เทคนิคและเทคโนโลยีในการจัดการวิทยุชุมชน

รศ.ดร.รังสรรค์ วงศ์สรรค์

รองศาสตราจารย์ประจำาสาขาวิชาวิศวกรรมโทรคมนาคม

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

0-4422-4991-2 rangsan@sut.ac.th

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการส่งสัญญาณคลื่นวิทยุชุมชนรบกวนคลื่นวิทยุการบิ

แม้ว่าการรบกวนคลื่นวิทยุการบินจะเป็นเพียงประเด็นเดียวที่ได้รับผล กระทบจากสถานีวิทยุชุมชน แต่ข้อเท็จจริงน้ันผลดังกล่าวได้ไปกระทบกับกิจการ โทรคมนาคมอื่น ๆ อีกมาก สาเหตุที่ผู้เขียนได้เน้นในประเด็นนี้ขึ้นมาก็เพราะว่า สัญญาณจากเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงที่ถูกส่งออกอากาศไปแล้วเกิดการรบกวน ความถี่ของวิทยุการบินน้ันจะเกิดอันตรายเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเส้นทางการบินภายใน ประเทศ ทั้งส่วนที่เป็นของราชการและเชิงพาณิชย์นั้นมีโครงข่ายครอบคลุมเกือบ ทุกพื้นที่ของประเทศ จึงมีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบจากสถานีวิทยุชุมชนที่มีมาตรฐาน ไม่เป็นไปตามที่กำาหนด

ทุกวันนี้เมื่อเปิดเครื่องรับวิทยุกระจายเสียงในระบบ FM แล้วปรับเลือกรับ สถานี จะพบว่าแต่ละสถานีจะมีช่องความถี่ใกล้ชิดกันมากหรือห่างกันเพียง 0.25 MHz ซึ่งแต่เดิมแต่ละสถานีจะห่างกัน 1 MHz หรือ 0.5 MHz เท่านั้น จำานวน ของสถานีส่งวิทยุกระจายเสียงที่เพิ่มขึ้นก็เนื่องจากมีการตั้งสถานีวิทยุชุมชนนั่นเอง โดยมีเหตุผลสนองตอบต่อมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปี พ.ศ. 2540 ต่อเนื่องมาจนถึงฉบับปี พ.ศ. 2550 ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยการเสริมสร้าง ความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนและเพื่อสนับสนุนการปฏิรูปสื่อตามหลักการสิทธิใน เรื่องการสื่อสารของประชาชน คณะอนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ในคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติจึงได้ออกประกาศหลักเกณฑ์และ

วธีการอนุญาตประกอบกิจการบริการชุมชนช่ัวคราว (วิทยุกระจายเสียงชุมชน) ขึ้นมา เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการเข้าถึงช่องทางการสื่อสารของชุมชน ท้ัง ทางด้านเทคนิค ด้านการผลิตรายการ และด้านการบริหารจัดการคลื่นความถี่ ซึ่ง เป็นสมบัติสาธารณะของประเทศนั่นเอง อย่างไรก็ตามการตั้งสถานีส่งวิทยุกระจาย เสียงนั้นต้องอยู่ในหลักเกณฑ์ทางด้านเทคนิคอย่างเคร่งครัด มิเช่นนั้นอาจจะมีผล เสียหายที่ไม่คาดคิดตามมาได้ ดังที่ได้เปิดประเด็นไว้ในตอนต้น

1. ย่านความถี่ที่อาจส่งสัญญาณรบกวนระบบการบิน

ย่านความถี่ใช้งานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบการบินซึ่งสถานีวิทยุชุมชน อาจส่งสัญญาณไปรบกวนได้มีดังนี้

1.1 ระบบเครื่องรับ-ส่งวิทยุ สำาหรับการติดต่อสื่อสาร อยู่ในย่านความถี่ 100 -156 MHz (VHF/AM), ย่านความถ ี่225.000 -399.950 MHz (UHF/AM), ย่านความถี่ 30.000 – 87.975 MHz (VHF/FM) และย่านความถี่ 2 – 30 MHz (HF/SSB)

1.2 ระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศที่ใช้เป็นหลักโดยทั่วไป เช่น ระบบ นำาเครื่องบินลงสู่สนามบินด้วยเครื่องวัดประกอบการบิน (ILS) ประกอบด้วย LOCALIZER ย่านความถ ี่108 -112 MHz, GLIDESLOPE ย่านความถ ี่328 -336 MHz และ MARKER BEACON ย่านความถี่ 75 MHz,

1.3 ระบบนำเครื่องบิน เข้า-ออกสนามบิน (VOR) ย่านความถ ี่108 -118 MHz, DME ย่านความถี่ 962 – 1215 MHz

1.4 ระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศยุทธวิธีทางทหาร (TACAN) ย่าน ความถี่ 960 – 1215 MHz

นอกจากน ี้ยังมีย่านความถี่ของระบบการส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ภายใน ประเทศ ที่แม้ว่าผลกระทบของการรบกวนจากสถานีวิทยุชุมชนจะไม่ก่อให้เกิด อันตรายก็ตาม แต่ก็อาจทำาให้เกิดผลกระทบทางข้อกฎหมาย ส่งผลให้สถานีวิทยุชมชนนั้นถูกดำเนินคดีและถูกส่งปิดหรือถูกส่งยึดอุปกรณ ์จนกระทั่งไม่สามารถดาเนินการออกอากาศได้ตามที่ต้องการ

2. ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับย่านความถี่

ผู้เขียนนำาความรู้พื้นฐานทางเทคนิคที่สำาคัญมาแนะนำาให้ทราบ เพื่อจะ ได้เข้าใจถึงวิธีการแก้ไขและการเลือกใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ประกอบสถานีให้ถูก ต้องและที่สำาคัญจะได้ไม่ถูกหลอกลวงจากผู้ประกอบการที่ขาดจริยธรรมในการ ประกอบวิชาชีพทางเทคนิควิศวกรรมของตนเอง

เมื่อพิจารณาย่านความถี่ดังกล่าวแล้ว อาจจะมองอย่างผิวเผินว่าความถี่ ของคลื่นวิทยุสถานีวิทยุชุมชนถูกกำาหนดให้อยู่ในช่วงต้ังแต ่87 – 108 MHz ซึ่งไม่ตรงกันเลยจึงไม่น่าจะไปรบกวนความถี่ของคลื่นวิทยุการบินได้ ำ

แต่ทาไม จึงเกิดปรากฏการณ์ที่มีคลื่นวิทยุชุมชนหลายแห่งได้ไปรบกวนระบบเครื่องรับส่ง วิทยุสำาหรับการติดต่อสื่อสารและเครื่องช่วยเดินอากาศของระบบการบิน ทั้ง ในย่านความถี่ VHF และ UHF ลักษณะการรบกวนบางคร้ังจะได้ยินเสียงผู้จัด รายการวิทยุกระจายเสียงหรือมีเสียงเพลงแทรกที่เครื่องรับวิทยุที่ใช้ในการติดต่อ สื่อสารระหว่างนักบินกับเจ้าหน้าที่หอบังคับการบินในพื้นที่น้ัน ๆ ซึ่งสุดท้าย จากการตรวจสอบสามารถระบุได้ชัดเจนว่าการรบกวนดังกล่าวเกิดจากคลื่นวิทยุของ สถานีวิทยุชุมชน เนื่องจากเมื่อแจ้งให้ดำ

าเนินการแก้ไข การรบกวนดังกล่าวก็หายไป ซึ่งในขั้นต้นสามารถทำาได้ด้วยการหยุดการส่งออกอากาศชั่วคราวหรือให้ทดลองลด กำาลังส่งออกอากาศลงก็จะสามารถวิเคราะห์ได้เป็นอย่างดีและเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด

2.1 การแพร่แปลกปลอม

สาหรับลักษณะของการรบกวนที่เกิดจากเครื่อง ส่งวิทยุที่มีลักษณะทางเทคนิคที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานและก่อให้เกิดการรบกวนต่อ การใช้ความถี่วิทยุในข่ายสื่อสารอื่นน้ัน จะถูกเรียกลักษณะการรบกวนนี้ว่า “การแพร ่แปลกปลอม” ซึ่งหมายถึง การแพร่ที่ขั้วต่อสายอากาศที่ความถี่วิทยุใด ๆ ที่อยู่

นอกเหนือแถบความถี่ที่จำ

าเป็น ซึ่งหมายรวมถึงการแพร่แปลกปลอมจากปัจจัยต่าง ๆ

ดังต่อไปนี้ด้วย

2.1.1 การแพร่ฮาร์มอนิก เป็นการสร้างความถี่ที่มีค่าเป็นทวีคูณของ ความถี่ที่กำาหนดให้ออกอากาศหรือที่เรียกว่า ความถี่มูล โดยจะมีความถี่ที่สูงเป็น 2 เท่า 3 เท่า 4 เท่า หรือ 5 เท่าของความถี่ที่กำาหนดในการออกอากาศ ซึ่ง อาจไปรบกวนความถี่ข่ายสื่อสารอื่น ๆ เช่น คลื่นความถี่ของระบบการบิน หรือ คลื่นความถี่ของสถานีส่งสัญญาณโทรทัศน์เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ระบบ FM ใช้ย่าน ความถี่ในการออกอากาศ 87.75 -107.75 MHz จะมีฮาร์มอนิกที่ 2 ที่ความถี่

175.5 - 215.5 MHz จะรบกวนการส่งสัญญาณโทรทัศน์ช่อง 5 – 10 ฮาร์มอนิก ที่ 3 ที่ความถี่ 263.25 – 323.25 MHz จะรบกวนการส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบ เคเบิลช่อง S11 – S22 ฮาร์มอนิกที่ 4 ที่ความถี่ 351 – 431 MHz จะรบกวนการ ส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบเคเบิ้ลช่อง S27 – S37 ฮาร์มอนิกที่ 5 ที่ความถี่ 438.75

-538.75 MHz จะรบกวนการส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบเคเบิ้ลช่อง S38 -S41 และการส่งสัญญาณโทรทัศน์ช่อง 29 (โทรทัศน์สาธารณะ Thai PBS) ฮาร์มอนิกที่ 6 ที่ความถี่ 526.5 – 646.5 MHz จะรบกวนการส่งสัญญาณโทรทัศน์ช่อง 28 – 43 และฮาร์มอนิกที่ 7 ที่ความถี่ 614.25 – 754.25 MHz จะรบกวนการส่งสัญญาณ โทรทัศน์ช่อง 39 – 56 นอกจากนี้ยังพบว่าฮาร์มอนิกที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้จะมีบางช่วง ความถี่ที่ไปตรงกับคลื่นความถี่ของระบบการบินด้วย โดยค่าทวีคูณของฮาร์มอนิกนี้ เมื่อมีลำาดับมากขึ้นกำาลังส่งจะอ่อนลงไปตามลำาดับ ส่วนสาเหตุที่สามารถสร้างคลื่น ฮาร์มอนิกออกมาได้นั้นอาจเกิดจากเครื่องส่งที่มาจากโรงงานผู้ผลิตไม่ได้มาตรฐาน หรือเครื่องส่งนั้นผ่านการซ่อมที่มีเครื่องมือไม่เพียงพอหรือมีการดัดแปลงเพื่อหวังให้ ได้กำาลังส่งเพิ่มขึ้น



แผนภาพที่ 2 การแพร่ฮาร์มอนิก

2.1.2 การแพร่พาราซิติก เป็นความถี่แปลกปลอมที่แพร่ออกมาจาก

เครื่องส่งวิทยุในย่านความถี่วิทยุ 87.5 – 108 MHz ซึ่งเกิดจากชุดขยายสัญญาณ วิทยุของเครื่องส่งวิทยุทำางานไม่ถูกต้องสังเกตได้จากเครื่องรับ วิทยุจะรับสัญญาณที่ส่งออกอากาศได้หลายช่องความถี่พร้อมกัน ดังนั้นระเบียบคณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ว่าด้วย การกำาหนดลักษณะพึงประสงค์ทางเทคนิคสำาหรับสถานีวิทยุกระจายเสียง พ.ศ. 2520 จึงกำาหนดการควบคุมความแรงของคลื่นความถี่แปลกปลอม โดย เครื่องส่งวิทยุจะต้องมีวงจรลดทอนกำาลังของคลื่นฮาร์มอนิกที่สองและวิธีการกำาจัด กำาลังของคลื่นความถี่แปลกปลอมอื่น ๆ ไม่ให้มีค่าเกินจากที่กำาหนดคือ จะต้อง มีความแรงของคลื่นความถี่แปลกปลอมส่วนที่แรงที่สุด (วัดที่จุดต่อเข้าสายส่งของ ระบบสายอากาศ) ต่ำากว่าความแรงของคลื่นความถี่มูลซึ่งวัดได้ที่จุดเดียวกันไม ่น้อยกว่า 60 dB และค่าความแรงดังกล่าวจะต้องมีค่าไม่เกิน 1 มิลลิวัตต์

นอกจากนี้การแพร่แปลกปลอมยังได้รวมถึงผลจากการมอดูเลตระหว่าง กันในอากาศ รวมท้ังการมอดูเลตเกินไว้ในกรณีนี้ด้วย การมอดูเลตหรือ การผสมคลื่นในอากาศเกิดจากการส่งคลื่นออกอากาศพร้อมกันสองสถานีขึ้นไป จะทำฮาร์มอนิกท ี่2 ของ

าให้เกิดการสร้างความถี่ขึ้นมาใหม ่เช่น อาจจะมีความถ ี่ความถี่สถานีที่ 1 ลบกับความถี่ของสถานีที่ 2 ที่กำาลังส่งออกอากาศและอาจ กลายเป็นความถี่ใหม่ไปตรงกับความถี่ของวิทยุการบินหรือวิทยุโทรทัศน์ เกร็ดเล็กน่ารู้

ท่านทราบหรือไม่ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงค้นพบ ความจริงของการเกิดสัญญาณรบกวนอีกลักษณะหนึ่งด้วยพระองค์เอง ว่า การรบกวนระหว่างกัน เนื่องจากการมอดูเลตระหว่างกันหรือ inter-modulation นั้น มิใช่เกิดจากสาระสำาคัญที่ว่า เกิดจากกรณีที่มีสถาน ีส่งวิทยุตั้งแต่สองสถานีขึ้นไปอยู่ในบริเวณเดียวกันและทำาการแผ่กระจาย ส่งคลื่นวิทยุออกมาพร้อม ๆ กันแล้วเกิดการผสมระหว่างกันทำาให้เกิด คลื่นวิทยุขนาดความถี่ใหม่ที่เรียกว่า “ความถี่ฮาร์โมนิค” เท่านั้น แต่ พระองค์พบว่าจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในลักษณะคลื่นตรงเข้าไปในข่ายของ อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งมีความถี่ปานกลางของภาคเครื่องรับเท่ากับผลต่างระหว่าง ความถี่วิทยุ หรือเท่ากับครึ่งหนึ่งของผลต่างระหว่างความถี่วิทยุที่ใช้ใน การปฏิบัติงานของข่ายทั้งสอง แต่เป็นที่น่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่งว่าตำารา หรือบทความทางวิชาการตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันยังไม่มีเล่มใดฉบับ ใดกล่าวถึงผลการวิเคราะห์ในลักษณะเดียวหรือคล้ายคลึงกับที่พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพบเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้วตามประเด็นที่ได้ กล่าวไว้ข้างต้นแต่อย่างใด

(พลตำารวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์, 2554)

สำาหรับการรบกวนอีกสาเหตุหนึ่งที่เกิดจากการมอดูเลตเกินนั้น เกิดจาก อัตราที่ใช้ในการผสมคลื่นเสียงกับคลื่นพาห์ที่เรียกว่า มอดูเลชั่นอินเด็กซ์ มีค่าสูง เกินพิกัดจนเป็นเหตุให้เกิดการแผ่กระจายคลื่นวิทยุที่ไม่ต้องการ ออกมารบกวน การรับฟังในช่องสัญญาณอื่น ซึ่งในสภาวะปกติในการมอดูเลตแบบ FM นี้ความถี่ มูลจะเกิดการเบี่ยงเบน ซึ่งมีค่ามาตรฐานอยู่ที่ 150 KHz หมายความว่า ความถี่จะ แกว่งเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากความถี่คลื่นพาห์ 75 kHz เช่น เมื่อเราฟังสัญญาณวิทยุ ที่ความถี่ 100 MHz แสดงว่าความถี่จะแกว่งอยู่ระหว่าง 99.925 – 100.075 MHz และหากเกิดการมอดูเลตเกิน ความถี่เบี่ยงเบนในส่วนที่เกินออกไปจะยิ่งมีลักษณะ เป็นสัญญาณแบบ AM มากขึ้นและทำาให้เกิดการรบกวนในช่องความถี่ข้างเคียงได้ มากขึ้น

สำาหรับข้อกำาหนดการส่งวิทยุชุมชน คือ คลื่นความถี่แปลกปลอมต่ำากว่า ความแรงของคลื่นความถี่มูล ซึ่งวัดได้ที่จุดเดียวกันไม่น้อยกว่า 45 dB ตามรูป (กำาลังส่ง 30 วัตต์)

แผนภาพที่ 3 คลื่นความถี่แปลกปลอมต่ำากว่าความแรงของคลื่นความถี่มูล

2.2 การแพร่นอกแถบ หมายถึง การแพร่ที่ขั้วต่อของสายอากาศที่ ความถี่วิทยุ ใด ๆ ที่อยู่นอกเหนือแถบความถี่ที่จำาเป็น ในขณะที่มีการมอดูเลต ความถี่เสียงตามที่กำาหนด โดยไม่รวมถึงการแพร่แปลกปลอม โดยต้องจำากัดการ แพร่นอกแถบนี้ให้อยู่ในขอบเขตที่กำาหนดไว้ในตารางข้างล่างนี้

Frequency relative to the centre of the channel (kHz) Relative level (dBc)
-๕๐๐ -๘๕
-๓๐๐ -๘๕
-๒๐๐ -๘๐
-๑๐๐
๑๐๐
๒๐๐ -๘๐
๓๐๐ -๘๕
๕๐๐ -๘๕

ตารางที่ 1 แสดงขอบเขตของการแพร่นอกแถบ

แผนภาพที่ 4 การแพร่นอกแถบ

เกร็ดเล็กน่ารู้ ทราบหรือไม่ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพิถีพิถันในการปรับ จูนความถี่และอัตราผสมสัญญาณของเครื่องรับ-ส่งวิทยุที่ทรงใช้งานเป็น อย่างยิ่ง แม้แต่เครื่องตรวจวัดความถี่วิทยุและเครื่องมือตรวจวัดต่าง ๆ ที่ทรงใช้งานในการปรับจูนของพระองค์ท่านก็จะต้องมีความละเอียด เที่ยงตรงที่สุดด้วยเช่นกัน วิธีการทดสอบอัตราการผสมคลื่น จะทรง ผิวพระโอษฐ์ บางครั้งทรงเปล่งพระสุรเสียงยาว ๆ ผ่านไมโครโฟนของ เครื่องส่งวิทยุว่า “อา ๆ ๆ ๆ……” ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับที่ช่างวิทยุถือ ปฏิบัติกันทั่วไป นอกจากนี้เครื่องอุปกรณ์การสื่อสารต่างๆ ที่ได้ทรงมีทรง ใช้นั้นเป็นเครื่องที่มีมาตรฐานสูงยิ่ง ซึ่งนักวิทยุสื่อสารเมืองไทยได้ยอมรับ และยกย่องกันอย่างเต็มปากสนิทใจว่าเป็น “Royal Standards”

(พลตำารวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์, 2554)

นอกจากนี้ ยังมีข้อกำาหนดทางเทคนิคที่สำาคัญอีก 2 ข้อ ได้แก่ ค่า ผิดพลาดทางความถี่ ซึ่งหมายถึง ค่าแตกต่างระหว่างความถี่คลื่นพาห์ในขณะที่ ไม่มีการมอดูเลตกับความถี่ที่ระบุของภาคเครื่องส่งซึ่งจะต้องมีค่าไม่เกิน 2 kHz และสุดท้ายคือค่าเบี่ยงเบนทางความถี่ หมายถึง ค่าแตกต่างที่มากที่สุดระหว่าง ความถี่ขณะใดขณะหนึ่ง เมื่อมีการมอดูเลตกับความถี่คลื่นพาห์ในขณะที่ไม่มีการ มอดูเลตซึ่งจะต้องมีค่าไม่เกิน 75 kHz

เทคโนโลยีของเครื่องมือ/อุปกรณ์ที่ช่วยในการจัดการสถานีวิทยุชุมช

แผนภาพที่ 5 ผังไดอะแกรมระบบของสถานีส่งสัญญาณวิทยุระบบ FM

จากผังไดอะแกรมระบบของสถานีส่งสัญญาณวิทยุระบบ FM ดังแสดง ในภาพข้างต้นนี้ ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ที่มีความจำาเป็นต้องใช้งานร่วมกัน เพื่อให้การส่งสัญญาณวิทยุของสถานีในระบบ FM สามารถดำาเนินการได้อย่างมี ประสิทธิภาพ โดยในส่วนของแหล่งกำ

าเนิดเสียงและสื่อน้ัน จะเป็นอุปกรณ์ที่ถูกติดต้ัง อยู่ในสตูดิโอทั้งหมด ได้แก่ เครื่องเล่นสื่อประเภทฮาร์ดดิสก์ เครื่องเล่นดีวีดี เครื่อง บันทึกเสียงระบบดิจิทัล ไมโครโฟนระดับคุณภาพ และที่สำาคัญคือ เครื่องผสม สัญญาณจากแหล่งกำาเนิดเสียงระบบดิจิทัลเพื่อผสมสัญญาณเสียงจากแหล่งต่าง ๆ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ จากนั้นจึงยกระดับความแรงของสัญญาณให้มีระดับ ที่สูงขึ้นผ่านเครื่องขยายเสียงคุณภาพดี ก่อนส่งต่อไปยังเครื่องเข้ารหัสสัญญาณ สเตอริโอ หรือบางครั้งอาจถูกเรียกว่าเครื่องผลิตสัญญาณสเตอริโอก็ได้

เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของสัญญาณเสียงก่อนส่งต่อไปยังเครื่อง เข้ารหัสสัญญาณสเตอริโอ ในบางสถานีที่มีความสามารถในการลงทุนอาจจะได้รับคาำแนะนำาให้จัดการปรับแต่งคุณภาพของเสียงให้มีคุณภาพสูงได้ตั้งแต่การเลือกใช้ ไมโครโฟนที่มีคุณภาพสูงและอาจเพิ่มเติมด้วยเครื่องประมวลผลไมโครโฟน ซึ่งใช้ใน การควบคุมคุณภาพของเสียงที่มีลักษณะของที่มาของเสียงที่แตกต่างกัน เช่น เสียง พูด เสียงร้องเพลงในรูปแบบต่าง ๆ และที่สำาคัญจะใช้ในการควบคุม

สญญาณรบกวนได้ต้ังแต่ต้นทาง เครื่องมืออีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้ในระบบสตูดิโอของ สถานีวิทยุ FM เพื่อวัตถุประสงค์ในการควบคุมระดับของสัญญาณเสียง ควบคุม สัญญาณรบกวน และสามารถควบคุมการมอดูเลตเกินในระบบ FM ได้เป็นอย่างดี นั่นคือ เครื่องจำากัดการอัดแอมปลิจูดของสัญญาณ นอกจากนี้ยังมีเครื่องประมวล ผลสัญญาณเสียงระบบดิจิทัล ที่ใช้ในการปรับแต่งเสียงจากแหล่งกำาเนิดเสียงทุก ชนิดที่เราใช้งานโดยใช้เทคโนโลยีดีเอสพ ีและสามารถสร้างสัญญาณแบบมัลติเพล็กซ ์เพื่อนำาไปใช้งานต่อได้ทันที

ในส่วนสุดท้ายของสถานีส่งสัญญาณระบบ FM น้ันก็คือ ระบบส่งสัญญาณ ซึ่งประกอบด้วยเครื่องส่งหรือเครื่องขยายกำำ

าลังคลื่นวิทย ุซึ่งมักมีกาลังส่งสูง อย่างไร ก็ตามหากเครื่องขยายกำำอาจจาเป็นต้องใช้เครื่องขยายกาลัง

าลังดังกล่าวมีกาลังส่งสูง ำำเพิ่มอีกหนึ่งลำาดับสำาหรับใช้ในการขับหรือกระตุ้นเครื่องขยายกำาลังภาคสุดท้ายให้มี กำาลังส่งออกไปตามที่ระบุในข้อกำาหนดทางเทคนิคของเครื่องส่ง โดยรู้จักกันในชื่อ ว่า เครื่องกระตุ้นระบบเอฟเอ็ม ซึ่งมีหน้าที่ในการรับสัญญาณเสียง ที่ผ่านการปรับ แต่งให้เป็นสัญญาณสเตอริโอแล้ว (รับสัญญาณที่เป็นโมโนก็ได้) มาผสมกับสัญญาณ คลื่นพาห์ ตามความถี่ที่กำาหนดหรือที่ใช้ในการส่งออกอากาศ ส่วนอุปกรณ์ที่สำาคัญ ที่ไม่ควรละเลย ก็คือ ตัวกรองฮาร์มอนิก ซึ่งมักออกแบบเป็นวงจรกรองผ่านความถี่ต่าำเพื่อบังคับไม่ให้ช่วงของความถี่ใช้งานที่มีความถี่สูงกว่าที่กำาหนดสามารถผ่านออก ไปยังสายอากาศได้

สำำำ

าหรับอุปกรณ์สาคัญของระบบส่งสัญญาณก็คือ สายอากาศ ซึ่งทาหน้าท ี่เปลี่ยนสัญญาณที่มีการมอดูเลตในระบบ FM และอยู่ในรูปของกระแสไฟฟ้าสลับให้ เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือคลื่นวิทยุแล้วส่งออกอากาศไปในทิศทางที่ต้องการ แต่ ส่วนใหญ่ผู้ออกแบบมักเลือกชนิดของสายอากาศที่มีการแผ่กำาลังของคลื่นวิทยุที่มี ลักษณะเป็นแบบแผ่รอบตัวในระนาบเดี่ยว ดังแสดงในภาพเพื่อที่จะได้ส่งสัญญาณ ออกไปเป็นวงกว้างในทิศทางรัศมีของวงกลม

แผนภาพที่ 6 การแผ่กำาลังของคลื่นวิทยุที่มีลักษณะเป็นแบบแผ่รอบตัวในระนาบเดี่ยว (ที่มา: http://csmaster.sxu.edu/doboikovitz/eportfolio/)

อย่างไรก็ตาม สถานีวิทยุกระจายเสียงบางแห่งที่มีพื้นที่อยู่ในแนวตะเข็บ ชายแดนของประเทศและมีความจำาเป็นต้องส่งคลื่นวิทยุเฉพาะภายในประเทศไทย ไม่ต้องการส่งคลื่นออกไปด้านหลัง เนื่องจากเป็นพื้นที่ของต่างประเทศก็สามารถเลือก ชนิดของสายอากาศที่มีการแผ่กำ

าลังของคลื่นวิทยุที่มีลักษณะเป็นแบบทิศทาง ดังแสดง ในแผนภาพท ี่3 ซึ่งสามารถควบคุมทิศทางโดยการหันทิศทางด้านที่มีการแผ่คลื่น สูงสุดไปยังทิศทางที่ต้องการ

แผนภาพที่ 7 การแผ่กำาลังของคลื่นวิทยุที่มีลักษณะเป็นแบบทิศทาง

(ที่มา: http://csmaster.sxu.edu/doboikovitz/eportfolio/)

นอกจากนี้ สิ่งที่มีความสำาคัญมากในเรื่องของการพิจารณาเลือกใช้สาย อากาศก็คือ การโพลาไรซ์ของคลื่น ในทางธรรมชาติของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือ

คลื่นวิทยุที่ถูกส่งออกไปจากสายอากาศของสถานีวิทยุกระจายเสียงไม่ว่าจะเป็น ระบบอะไรก็ตาม หากต้องการให้สายอากาศของเครื่องรับวิทยุสามารถรับสัญญาณ ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด จะต้องให้การโพลาไรซ์ของสายอากาศของเครื่องรับนี้อยู่ในทิศทาง เดียวกับโพลาไรซ์ของคลื่นที่ออกมาจากสายอากาศของสถานีส่ง นั่นคือ หากการโพ ลาไรซ์ของคลื่นวิทยุเดินทางออกมาในลักษณะที่เป็นแนวตั้ง การติดตั้งสายอากาศ ของเครื่องรับก็จะต้องให้มีทิศทางอยู่ในแนวตั้งเช่นกัน และในกรณีที่การโพลาไรซ์ ของคลื่นเป็นแนวนอน สายอากาศภาครับก็จะต้องถูกวางให้อยู่ในแนวนอนและมิ ทิศทางหันเข้าหาสถานีวิทยุนั้น

อย่างไรก็ตาม สายอากาศของสถานีวิทยุที่มีกำาลังส่งสูง ๆ นั้นมักจะ เลือกใช้สายอากาศที่มีการโพลาไรซ์แบบวงกลม เนื่องจากในขณะที่คลื่นมีการเดิน ทางออกมาจากสายอากาศภาคส่งของสถานีวิทย ุการโพลาไรซ์ของคลื่นที่เดินทางเข้าหา สายอากาศของเครื่องรับจะมีลักษณะหมุนเป็นวงกลมคล้ายเข็มนาฬิกา (สามารถ เลือกให้เป็นแบบหมุนตามเข็มหรือทวนเข็มนาฬิกาได้) และหากถ้าเราต้องการรับ สัญญาณที่มีลักษณะเป็นโพลาไรซ์แบบวงกลมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เราก็จะต้อง เลือกใช้สายอากาศของเครื่องรับเป็นแบบโพลาไรซ์วงกลมเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ในโลกของความเป็นจริงนั้นเครื่องรับวิทยุจำานวนมากที่มีการผลิตออกมาจำาหน่าย ไม่ว่าจะใช้รับฟังที่บ้านหรือในรถยนต์ก็ตามจะมีการโพลาไรซ์ของสายอากาศเป็น แบบเส้นตรงเสมอ ซึ่งอาจจะปรับทิศทางให้อยู่ในแนวตั้งหรือแนวนอนหรือแนวเอียง ได้ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นโอกาสเฉลี่ยของประสิทธิภาพจึงเหลือ เพียงครึ่งเดียวเท่านั้นเพราะโอกาสที่โพลาไรซ์ของสาย อากาศภาคส่งจะหมุนมาทำา มุมตรงกับการวางตัวของสายอากาศภาครับของเราได้พอดีนั้นจะเหลือโอกาสเพียง ครึ่งเดียว จึงส่งผลให้สามารถรับกำาลังจากคลื่นวิทยุได้เพียงครึ่งเดียวเช่นเดียวกัน วัตถุประสงค์ที่สถานีวิทยุที่กำาลังส่งสูงเลือกใช้สายอากาศภาคส่งที่มีการโพลาไรซ์ เป็นแบบวงกลมก็เพราะว่าต้องการชดเชยในกรณีที่ตำาแหน่งของสายอากาศภาครับ ในขณะเคลื่อนที่ เช่น ในรถยนต์ มีการเปลี่ยนแปลง

ทศทางจากการเคลื่อนที่บนภูมิประเทศที่ไม่ใช่พื้นราบ ทาให้มีช่วงจังหวะประจาที่เกิด

ำำ

การตรงกันของโพลาไรซ์อย่างแน่นอน ถึงแม้จะสามารถรับกาลังงานได้เพียงครึ่งเดียว

ำแต่ก็ถือว่ามากพอ เพราะกำาลังส่งจากสถานีส่งคลื่นวิทยุต้นทางมีกำาลังส่งสูงตุนเอา ไว้แล้ว ซึ่งผิดกับสถานีวิทยุชุมชนของบ้านเราซึ่งมักเลือกใช้แต่สายอากาศที่มีการโพลาไรซ ์แบบวงกลมท้ังที่กำำ

าลังส่งของเครื่องส่งที่ถูกกาหนดให้ใช้ได้ไม่เกิน 30 วัตต ์ซึ่งวัดขณะ ที่ต่อโหลดเทียม หรืออาจวัดที่ขั้วของสายอากาศ

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ จะเห็นว่าผู้รับสัญญาณทางบ้านจะรับสัญญาณของ ท่านได้เพียงครึ่งเดียว (เมื่อหักค่าการสูญเสียที่เกิดจากระยะทางแล้ว) บางครั้งอาจ มีความรู้สึกว่าเครื่องส่งที่มีอยู่ “ส่งไม่ออก” เมื่อใช้กับสายอากาศแบบนี้ ก็เลยจำา ใจถูกหลอกให้ซื้อเครื่องส่งใหม่หรือนำาเครื่องส่งไปดัดแปลงเพื่อเพิ่มกำาลังส่งให้สูงขึ้น เพื่อจะได้อัดกำาลังส่งให้กับสายอากาศส่งที่มีโพลาไรซ์แบบวงกลมตามที่ได้รับการ แนะนำามาอย่างไม่เหมาะสมกับบริบทที่เป็นอยู่

รายการอ้างอิง

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.). (2552). คู่มือกฎหมายวิทยุ ชุมชน. 42 – 43

คณะอนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์. หลักเกณฑ์และวิธีการ ออกใบอนุญาตประกอบกิจการบริการชุมชนช่ัวคราว. คณะกรรมการ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ. ภาคผนวก ข.

หนังสือพิมพ์สื่อสาร. (2006). คลื่นวิทยุสถานีวิทยุชุมชนรบกวนคลื่นวิทยุการบิน. วารสาร Safety Information. Royal Thai Air Force. 12(79): 1 – 2

รังสรรค ์วงศ์สรรค ์.(2552). วิศวกรรมสายอากาศ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. พิมพ์ครั้งที่ 2. นครราชสีมา. 97 – 103

พลตำารวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์. (2554). วิธีการบริหารความถี่วิทยุของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. [ออนไลน์]. ได้จาก: http://www.hs5ap14535. ob.tc/hs1%20radio1.html

Diana, P. (2009). ภาพแบบรูปการแผ่กระจายกำาลังของสายอากาศจากเว็บไซต์ [Online]. Available: http://csmaster.sxu.edu/doboikovitz/eportfolio/

 

เมื่อพิจารณาย่านความถี่ดังกล่าวแล้ว อาจจะมองอย่างผิวเผินว่าความถี่ ของคลื่นวิทยุสถานีวิทยุชุมชนถูกกำาหนดให้อยู่ในช่วงตั้งแต ่87 – 108 MHz ซึ่งไม่ตรงกันเลยจึงไม่น่าจะไปรบกวนความถี่ของคลื่นวิทยุการบินได้ ำแต่ทำไม จึงเกิดปรากฏการณ์ที่มีคลื่นวิทยุชุมชนหลายแห่งได้ไปรบกวนระบบเครื่องรับส่ง วิทยุสำาหรับการติดต่อสื่อสารและเครื่องช่วยเดินอากาศของระบบการบิน ทั้ง ในย่านความถี่ VHF และ UHF ลักษณะการรบกวนบางครั้งจะได้ยินเสียงผู้จัด รายการวิทยุกระจายเสียงหรือมีเสียงเพลงแทรกที่เครื่องรับวิทยุที่ใช้ในการติดต่อ สื่อสารระหว่างนักบินกับเจ้าหน้าที่หอบังคับการบินในพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งสุดท้าย จากการตรวจสอบสามารถระบุได้ชัดเจนว่าการรบกวนดังกล่าวเกิดจากคลื่นวิทยุของ สถานีวิทยุชุมชน เนื่องจากเมื่อแจ้งให้ดำเนินการแก้ไข การรบกวนดังกล่าวก็หายไป ซึ่งในขั้นต้นสามารถทำาได้ด้วยการหยุดการส่งออกอากาศชั่วคราวหรือให้ทดลองลด กำาลังส่งออกอากาศลงก็จะสามารถวิเคราะห์ได้เป็นอย่างดีและเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด

ความรู้เกี่ยวกับวิทยุชุมชน

head

     Download เอกสารและโปรแกรมประกอบการอบรมหลักสูตร “เทคนิคเทคโนโลยีวิทยุชุมชน”

-   Power Point เรื่อง “เทคนิคเทคโนโลยีวิทยุชุมชน”

-   โปรแกรม Audacity

-   โปรแกรม ZaraRadio

-   โปรแกรมสำหรับจัดทำ Internet Radio

ส่วนประกอบของชุดเครื่องส่งสัญญาณวิทยุกระจายเสียง

 

ส่วนประกอบของชุดเครื่องส่งสัญญาณวิทยุกระจายเสียงชุมชนมี 5 ส่วนประกอบด้วย

ส่วนประกอบ

( เริ่มต้นจาก 30 วัตต์  ด้วยงบเริ่มต้นที่ ไม่เกิน 60,000 บาท )

1. EXCITER เครื่องแปลงสัญญาณเสียงเป็นคลื่นวิทยุ ทำหน้าที่กำหนดความถี่บนหน้าปัดวิทยุ

“เสียงจะดีและใสขึ้นกับตัวนี้คือหัวใจสำคัญ แค่ 30 วัตต์ ตัวนี้ตัวเดียวก็ยังไหว”

2. RF POWER เครื่องขยายกำลังส่งวิทยุมีหน่วยเป็น วัตต์

“จะส่งแรงแค่ไหนตัวนี้เป็นตัวกำหนด วัตต์เยอะกินไฟมากค่าไฟแพง วิทยุชุมชนแท้ 30 วัตต์ ตามหลักพอเพียง”  pict  ปัจจุบันได้ที่ 500 วัตต์

3. CABLE ANTENNA สายนำสัญญาณต่อระหว่างครื่องขยายกำลัง(RF POWER) ส่งขึ้นสู่แผงสายอากาศส่งสัญญาณ(BAY ANTENNA)

“ยิ่งความยาวสั้นและมีขนาดใหญ่ยิ่งดีเพราะไม่สูญเสียกำลังส่งมากนัก”

4. BAY ANTENNA แผงสายอากาศส่งสัญญาณ

“จะส่งออกทิศทางไหนตัวนี้กำหนดได้ ถึงวัตต์จะน้อยแค่ไหนถ้าสายอากาศดีก็แรงได้ไม่เปลืองค่าไฟ”

5. TOWER เสาสีขาวแดงสำหรับติดตั้งแผงสายอากาศส่งสัญญาณ(BAY ANTENNA)

“ยิ่งสูงยิ่งส่งไปได้ไกล วิทยุชุมชนแท้ 30 เมตรยึดหลักพอเพียง”  ปัจจุบันต้องสูงไม่เกิน 60 เมตร

ข้อแนะนำสำหรับการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น

1. ศึกษาคู่มือ และมีการอบรมขั้นตอนการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆในสถานีอย่างถูกวิธี

2 . มีการกำหนดขั้นตอนการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และติดประกาศให้ทุกคนเห็นชัดเจน

3. มีการติดป้ายบอกและเตือนในจุดต่างๆอย่างชัดเจน

4. อุปกรณ์ใดชำรุดเสียหายอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุงต้องติดป้ายประกาศเตือน

5 .การใช้งานคอมพิวเตอร์ต้องมีการสแกนไวรัสอุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบพกพาหรือแฟตไดร์ทุกครั้ง

6. เป็นคนช่างสังเกตุและหมั่นตรวจสอบความผิดปกติหากพบข้อผิดพลาดใดๆต้องแจ้งผู้เกี่ยวข้องทราบทันที

7. ควรติดประกาศหมายเลขโทรศัพท์ของผู้เกี่ยวข้องต่างๆในสถานีให้เห็นชัดเจนทั้งเจ้าหน้าที่ของสถานี นักจัดรายการและช่างผู้ซ่อมบำรุง

8. อาจมีอุปกรณ์สำรองหรือสิ่งทดแทนสำหรับเปลี่ยนเมื่อเกิดปัญหา เช่น เมื่อคอมพิวเตอร์ที่ใช้เปิดเพลงเสียก็สามารถใช้เครื่องเล่นซีดีเปิดแทนได้ เครื่องส่งอาจเตรียมใว้ 2 ชุดสลับกันใช้งานเป็นต้น

9. ควรมีการตรวจสอบเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆอย่างน้อย สัปดาห์ละ 1 ครั้งและจดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

10. เมื่อมีข้อร้องเรียนควรหาสาหตุของปัญหา

11. ควรมีการมอนิเตอร์จากเครื่องรับวิทยุด้วยว่าสามารถรับฟังได้ตามปกติหรือไม่หรือมีข้อขัดข้องจะได้รีบดำเนินการแก้ไข

ข้อควรระวังและข้อเตือนใจสำหรับชาววิทยุชุมชน

1. ก่อนตัดสินใจเลือกซื้ออุปกรณ์ใดๆควรศึกษาให้รอบคอบเสียก่อน พิจารณาจากความจำเป็นและงบประมาณ ซื้อกับร้านที่มีความรู้ ประสบการณ์ในการติดตั้ง มีมาตรฐาน มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง บริการหลังการขายดี มีการรับประกัน “ระวังคนกันเองและพรรคพวกกัน”

2. ควรมีที่ปรึกษาที่มีความรู้ความสามารถหรือผู้เชี่ยวชาญ งานด้านเทคนิคเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงมิใช่ใครๆก็ทำได้ระวังมีอันตรายถึง ชีวิต

3. ระวังเสาไฟฟ้าแรงสูงหากเสาส่งอยู่ใกล้อาจเกิดอันตรายได้

4. ใกล้สนามบินต้องระวังควรติดไฟกระพริบเตือนที่เสา TOWER

5. อุปกรณ์ในสตูดิโออย่างง่ายให้คิดถึงห้องประชาสัมพันธ์เสียงตามสายในโรงเรียนหรือหมู่บ้านก็พอใช้ได้สำคัญที่เนื้อหาในการนำเสนอ

6. ความถี่สำหรับวิทยุชุมชน 87.5 ถึง 107.5 MHz ในระบบ FM เท่านั้น

7. ความถี่ที่ออกอากาศต้องไม่ทับความถี่หลักหรือรบกวนผู้อื่นหากตรวจพบควรหยุด ออกอากาศทันทีและปรับปรุงแก้ไขก่อนเพราะอุปกรณ์อาจเกิดการชำรุดและเสียหาย มากขึ้น

8. ความถี่มีอยู่อย่างจำกัดควรแบ่งปั่นกัน พื้นที่ติดกันไม่ควรใช้ความถี่เดียวกัน

9. กำลังส่งมีมากกว่า 30 วัตต์ไม่เป็นไรแต่ส่งจริงไม่ควรเกินเพราะเปลืองค่าไฟ อาจส่งสัญญาณไปรบกวนคลื่นข้างเคียง หรือพื้นที่ที่ห่างออกไปได้

10. ไม่มี TOWER ใช้ท่อประปาแทนได้อย่าลืมยึดด้วยลวดสลิงให้แน่นหนา โดยเฉพาะพื้นที่ๆมีลมแรง

11.  TOWER ต้องมีการชุปเคลือบกันสนิมด้วย ตอกเข็มมีฐานมั่งคงแข็งแรงและยึดด้วยลวดสลิง

12. ความสูง 30 เมตรวัดจากระดับพื้นดิน ถ้าสูงมากก็ส่งวัตต์น้อยๆก็เพียงพอแล้วประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้มาก

13. วิทยุกระจายเสียงชุมชนก็ควรอยู่ในชุมชนของตนเองไม่ต้องเผื่อแผ่ไปชุมชนอื่น

14. ชุมชนเมืองใหญ่ พื้นที่การกระจายเสียงมีรัศมีไม่เกิน 3 กิโลเมตร

15.ชุมชนเมือง พื้นที่การกระจายเสียงมีรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร

16. ชุมชนนอกเขตเมือง พื้นที่การกระจายเสียงมีรัศมีไม่เกิน 15 กิโลเมตร

17. หากต้องการส่งไปหลายๆชุมชนควรทำเป็นเครือข่ายไม่ควรเพิ่มกำลังส่งหรือความสูงของสายอากาศ

18.ความถี่ไร้พรมแดนอยู่ใกล้ชายแดนต้องระวัง อย่าลืมว่าเพื่อนบ้านของเราก็สามารถรับฟังได้ถ้าไปรบกวนเขาต้องระงับทันที

19. ฝนตกควรหยุดออกอากาศเพื่อความปลอดภัยเนื่องจากฟ้าอาจผ่าลงสายอากาศรวมถึงมี น้ำมาจับที่แผงสายอากาศอาจเกิดความเสียหายแก่เครื่องส่งได้

20.ต้องติดตั้งสายดินและเสาล่อฟ้าด้วย

21.ห้ามจับแผงสายอากาศหรือปีนเสา TOWER ขณะส่งออกอากาศเด็ดขาดเพราะนั้นจะมีความร้อนเหมือนเตาไมโครเวฟ

22.สายนำสัญญาณหลวมต้องหยุดออกอากาศทันทีจนกว่าจะแก้ไขเสร็จ

23.POWERหรือเครื่องขยายกำลังส่งมีความร้อนสูงต้องอยู่ในที่อากาศถ่ายเท และมีพัดลมระบายอากาศหรือเครื่องปรับอากาศและต้องมีตู้หรือห้องสำหรับติด ตั้งด้วยเพื่อป้องกัน สัตว์ เช่น หนู มด แมลง เป็นต้น

24.ห้ามนำอาหารเครื่องดื่มเข้าไปรับประทานในห้องสตูดิโอและบริเวณใกล้เคียง

25. ควรมีระบบไฟสำรองเพื่อป้องกันการกระชากของระบบไฟฟ้า

26. การทดสอบไมโครโฟนห้ามทุบหรือเคาะเด็ดขาด ให้ใช้การพูดและฟังด้วยหูฟังเท่านั้น

27. ห้ามเปิดลำโพงมอนิเตอร์พร้อมกับไมโครโฟนแต่ให้ฟังด้วยหูฟังเท่านั้น

28. อย่าปรับแต่งเครื่องส่งหรือสายอากาศเองถ้าไม่มีความรู้ไม่ควรลองผิดลองถูก

ขอบคุณข้อมูลจาก  soctech.sut.ac.th